"ความเป็นมนุษย์คืออะไร"

"ความเจ็บปวดคืออะไร"

"การมีชีวิตคืออะไร"

 

 

อโนมาลิซ่า(Anomalisa) แอนิเมชั่นที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ในตัวเราได้อย่างแยบยลคมคายและเจ็บปวด ที่นำเสนอถึงช่วงวัยสับสนของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังจะมีปัญหากับการเข้าสังคม ไม่ว่าจะคนรอบข้างหรือครอบครัวของเขาเอง และ เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกของเรต R ที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ส่งผลให้ที่ไทยได้ เรต ฉ20 ไปครอง และฉายเพียงแค่ พารากอน , เอสเอฟเวิร์ล และ เครือเอเพ็กซ์ เท่านั้น

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งมากสำหรับเรื่องนี้คือการเก็บรายละเอียดการเคลื่อนไหวของหุ่นให้ออกมาได้สมจริง ลื่นไหล เพราะความสุดยอดของมันอยู่ที่เป็นแอนิเมชั่นด้วยเทคนิคสต๊อปโมชั่น เลยคิดว่าถ้าใช้คนมาแสดงมันอาจจะเป็นอะไรที่ดูธรรมดาๆของหนังดราม่าสำรวจชีวิตเรื่องหนึ่งไป สิ่งที่ชอบคือการใช้เสียงพากย์ที่ใช้คนเพียงสามคนเท่านั้น!!! เพื่อสร้างมุมมองและความแตกต่างในโลกของโมเคิลชายวัยกลางคนที่อยู่ในช่วงสับสนที่มีเสียงของลิซ่าที่ดูแตกต่างและวิเศษที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต ในขณะที่ตัวละครอื่นๆใช้เสียงเดียวกันหมด เพื่อแสดงถึงความเดียวดายและเบื่อหน่ายของเขาที่มีต่อโลก จนเขาต้องพยายามถวิลหาความแตกต่างมาคอยเติมเต็มให้กับชีวิตของตัวเอง เช่น การนัดคนที่เคยรักที่เขาทิ้งไปมาทานข้าวด้วยชั่วข้ามคืน สุดท้ายต่างก็จบกันอย่างไม่ลงรอยอยู่ดี เมื่อต่างฝ่ายต่างเอาอดีตของตัวเองขึ้นมาขุดในการสนทนา ซึ่งก็นับว่ามันให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดแต่เลือกเอามาใช้ได้อย่างลงตัว

การมาของลิซ่าจึงเป็นสิ่งที่เขาถวิลหาและอยากพบให้ได้เพราะด้วยน้ำเสียงอันงดงามและเธอเองก็เป็นคนที่ดูแตกต่างกว่าผู้อื่น และเธอเองก็ประทับใจในตัวเขาเลยทำให้ทั้งสองสนิทชิดเชื้อกันไวขึ้นในชั่วข้ามคืน จนไปสู่ฉากที่ชอบที่สุดในเรื่องนั่นคือ โมเคิล กับ ลิซ่า เพียงสองต่อสองในห้อง ซึ่งหนังจะพาไปดูความสัมพันธ์เพียงแรกพบของแต่ละคน จนถึงการมีเซ็กส์(เบื้องหลังฉากนี้ใช้เวลาถ่ายทำนาน 6 เดือนเพื่อรายละเอียดที่สมจริงในการเคลื่อนไหว ตรงนี้ต้องของปรบมือรัวๆ) ฝันร้ายของไมเคิลที่แสดงถึงความวิตก ความเครียด ความสับสนในเบื้องลึกของเขา ก่อนที่ท้ายที่สุดแต่ละคนต่างค่อยๆแสดงความเคยชินของตัวเองออกมา ทั้งกิริยาท่าทางและคำพูด 

จึงคิดว่าความประทับใจเพียงแรกพบมักทำให้เขาดูวิเศษและแตกต่างกว่าคนทั่วไป แต่เราจะยอมรับลักษณะนิสัยที่แท้จริงได้ไหมในเวลาต่อมา หรือเราเพียงแค่โหยหาความพึงพอใจในตัวเองอย่างเดียวเท่านั้นจากการได้เริ่มสานสัมพันธ์ ไปจนถึงการมีเซ็กส์ แต่ตัวเองก็กลายเป้นฝ่ายปิดกั้นอยู่ในกรอบและความคิดว่าโลกนี้ไม่มีความพิเศษอะไร ทุกคนมันก็เป็นเหมือนๆกันซะไปหมด จนตัวเองอาจจะกลายเป็นฝ่ายที่หาสิ่งวิเศษเติมเต็มเข้ามาอย่างไม่รู้จักพอ

ไมเคิลผู้สับสนกับชีวิตของตัวเองจึงแทนคนที่ปิดกั้นตัวเองจากโลก เขาสอนผู้อื่นให้มองหาความวิเศษในชีวิตของแต่ละคน เป็นนักพูดที่ให้กำลังใจผู้อื่น แต่ตัวเองกลับไม่สามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากความเบื่อหน่ายของตัวเองออกมาได้เลย แม้ความจะมอบความรู้สึกที่ดีให้ใครต่อใครมามาก หรือ สร้างรอยแผลให้คนอื่นไว้อย่างดื้อๆแล้วจากชีวิตคนอื่นไปหาความสุขที่อื่นต่อ

 

 

การยอมรับในความแตกต่างและอยู่ด้วยกันได้จึกมักจะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้มากขึ้นในสังคม เพราะทุกคนต่างมีนิสัยที่เป็นบุคคลิคที่เป็นธาตุแท้ของตัวเอง อยู่ที่ความเหมาะสมว่าใช้กับใครคนระดับไหน สถานะใด ไม่ใช่ว่าใช้กับทุกคนได้ การที่ตัวเองทำตัวเป็นศูนย์กลางของชีวิตคนอื่นแต่ไม่เคยปรับปรุงตัวเองนั้นจึงทำให้การอยู่ร่วมกันนั้นยากจนท้ายที่สุดก็ต้องเหมือนตัวคนเดียวท่ามกลางผู้คนนับล้านบนโลกใบนี้ ไมเคิลผู้นี้จึงได้แต่ตั้งคำถามให้ตัวเอง เขาจึงรับไว้แต่การใช้ชีวิตท่ามกลางความเจ็บปวดโดยไม่มีวันเข้าใจความหมายของความเป็นมนุษย์คืออะไรอย่างแท้จริง 

หนังแอนิเมชั่นบรรยากาศเหงาๆเรื่องนี้จึงเป็นอะไรที่คอยตั้งคำถามคนดูผ่านตัวละครว่าเรารู้จักตัวเองดีแค่ไหน ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าพอรึยังอย่างคำว่า "ชีวิตคนเรานั้นสั้น นั่นคือสิ่งที่เราลืม" เพราะความไม่แน่นอนในชีวิตที่มันไม่สามารถทำนายหรือกำหนดได้ยิ่งตอกย้ำให้ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีคุณค่า หรือ จะกลายเป็นแบบไมเคิลชีวิตแสนเหี่ยวเฉาผู้ไม่รู้จักพอ 

 

edit @ 25 Feb 2016 16:02:34 by Mint Movie

edit @ 25 Feb 2016 16:04:53 by Mint Movie

รางวัลสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งอังกฤษ (British Academy of Film and Television Arts) หรือ แบฟตา (BAFTA) เป็นรางวัลการแจกรางวัลประจำปีของอังกฤษ ที่มอบรางวัลให้กับภาพยนตร์ โทรทัศน์ รายการสำหรับเด็ก และสื่อเชิงโต้ตอบ

ซึ่งจะรวบรวมภาพยนตร์ผู้เข้าชิงรางวัลมากที่สุดจากมากไปหาน้อย มีดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยกเว้น 1 รางวัลขอไม่ทำรูปนะฮะ ซึ่งก็มี
Beasts of No Nation (supporting actor)
45 Years (British film)
The Lobster (British film)
The Lady in the Van (actress)
Trumbo (actor)
Second Coming (debut)
The Survivalist (debut)
A Syrian Love Story (debut)
Cartel Land (documentary)
He Named Me Malala (documentary)
Listen to Me Marlon (documentary)
Sherpa (documentary)
The Assassin (foreign language)
Force Majeure (foreign language)
Timbuktu (foreign language)
Wild Tales (foreign language)
Minions (animation)
Shaun the Sheep Movie (animation)
Cinderella (costume design)
Ant-Man (visual effects)

 

ข้อมูลจาก : http://www.theguardian.com/film/2016/jan/08/bafta-nominations-2016-carol-and-bridge-of-spies-lead-the-pack

edit @ 9 Jan 2016 18:14:15 by Mint Movie

The Peanuts Movie
🌟🌟🌟🌟

 

 

สนูปปี้กับชาร์ลี บราวน์ ชื่อนี้หลายคนก็อาจจะคุ้นหูกัน ซึ่งมันก็คุ้นหูผมนะ แต่เพียงแต่ว่าเราไม่เคยรับชมมันอย่างจริงจังซักครั้งเลย จนกระทั่งมันนำมาสร้างเป็นฉบับภาพยนตร์อนิเมชั่นสามมิติ

หลังจากดูจบรู้สึกชอบมาก ในความน่ารักของตัวละครที่แต่ละคนมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน เพียงแต่จะจำชื่อไม่ค่อยได้เพราะตัวละครเยอะมาก เนื้อหาโดยรวมมันก็แนวเด็กๆที่เน้นไปที่เด็กขี้แพ้อย่างชาร์ลี บราวน์ กับ สนูปปี้ และหนังจะเน้นถึงความฝันเป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่องเพื่อให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายของตัวเอง ในความน่ารักของมันก็มีเรื่องหน้าเศร้าที่แฝงแง่คิดถึงมุมมองการใช้ชิวิตของคนเราด้วยเช่นกัน แต่โดยรวมแล้วเราจะเพลิดเพลินไปกับความน่ารักของวกเขาซะมากกว่า 

 

"ความประทับใจแรกสำคัญที่สุด"


เมื่อสาวน้อยผมแดงปรากฎตัวขึ้น เธอทำให้หัวใจชาร์ลี บราวน์พองโต เราจะได้เห็นเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป็นจุดเด่นสำหรับสายตาเธอให้ได้ ไม่ต่างจากตัวภาพยนตร์ที่พยายามนำเสนอเรื่องราวออกมารูปแบบใหม่ให้คนที่เป็นแฟนคลับหรือไม่เป็นแฟนคลับรู้สึกดีอยู่ตลอดเวลา แม้ว่ามันจะมีช่วงที่ตัวละครดวงซวยตัวนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆเข้ามาเสมอ แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจในตัวละครขี้แพ้ตัวนี้นั่นคือ ความพยายามอย่างไม่ลดละ โดยมีเพื่อนรักอย่างสนูปปี้คอยหนุนหลังอยู่เรื่อยๆ ทุกคนต่างมีความประทับใจแรกต่ออีกฝ่ายด้วยกันทั้งนั้น อย่างความรัก ความดูดีและสวยงามมักจะเป็นอันดับต้นๆเสมอ ก่อนที่เรื่องถัดมาจะเป็นการปรับตัวเข้าหากันได้ไหม  จริงๆแล้วเราชอบเขาที่อะไรมากกว่ารูปร่างหน้าตา หรือ จิตใจ และ ความสามารถของเขา 

"สนูปปี้คือเพื่อนที่ดีที่สุดของชาร์ลี บราวน์"


ก็คงต้องเป็นอย่างงั้นแหล่ะถึงคู่หูคู่ที่สนิทกันมากกว่ามนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง แต่เป็นเพื่อนซี้ข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ในบรรดาเพื่อนมากมายเขาก็มีสนูปปี้เนี่ยแหล่ะเป็นเพื่อนที่คอยแก้เหงาของเขา เป็นที่ปรึกษาที่ดี แม้จะขี้แกล้งไปบ้าง แต่การที่เพื่อนอยู่ด้วยกันทุกครั้งในเวลาที่อีกคนกำลังเศร้า และคอยให้กำลังทุกๆครั้งก็มีแต่สนูปปี้ เนี่ยแหล่ะที่เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่อยู่ข้างเขาเสมอในเวลาเจออะไรแย่ๆ การมีเพื่อนอย่างสนูปปี้มันคือการแต่งเติมสีสันให้กับโลกที่เศร้าหมองตลอดเวลาสำหรับชาร์ลี บราวน์ ทุกคนต่างมีเพื่อนสนิทหรือเคยมี และเขาจะเป็นคนที่เข้าใจเราเสมอ เราเองก็เข้าใจเขาด้วยเช่นกัน เสมือนสองร่างในหนึ่งเดียวที่เข้าใจกันและกัน

"ฝันที่ยิ่งใหญ่"


ทุกคนต่างมีความฝันเป็นของตัวเอง ฝันที่จะได้เป็นนักเปียโน ฝันที่จะได้เกียรตินิยม หรือ ฝันที่จะได้ครองใจคนที่ตนรัก ฝันควบคู่กันระหว่างโลกจริงของชาร์ลี บราวน์กับโลกที่แต่งแต้มขึ้นเองของสนูปปี้ เป็นสิ่งที่ควบคู่และพาเนื้อหาขับเคลื่อนไปด้วยกันแม้มองในโลกจริงของสนูปปี้มันจะดูแปลกจนน่าขำขันมากก็ตาม ความสมหวังของสนูปปี้ก็จึงไม่ต่างกับการที่ชาร์ลี บาร์วได้สมหวังดั่งใจเขาสักครั้งในชีวิต ความฝันของทั้งคู่จึงขับเคลื่อนไปด้วยกันเพื่อในที่เป็นจริงของตัวเอง แต่ตรงนี้ก็แอบนึงถึงคำหนึ่งใน "Tag อวสานโมเอะ" ว่า "ชีวิตก็เหมือนฝันอย่าให้มันกลืนก