Little Forest : Summer&Autumn | Winter&Spring 
ฟาร์ม อาหาร การกิน...เพื่อความอยู่รอด

ลิตเติ้ล ฟอร์เรส เป็นเรื่องราวของ อิจิโกะ ที่รับบทโดย ไอ ฮาชิโมโตะ ที่กลับมาใช้ชีวิตในชนบท ณ เมืองโคโมริ เมืองเล็กๆในหุบเขา และอาศัยอยู่คนเดียวในบ้านหลังจากที่แม่ของเธอทิ้งไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ และ เราก็จะได้พบกับการใช้ชีวิตแบบบ้านๆทั้งการทำสวน เก็บของป่า ทำอาหารที่มีเอกลักษณ์ของมันเองในแต่ละฤดู

ข้าวปั้นวอลนัท

"อาหารที่หลากหลาย กับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง"

ภาพยนต์เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำทั้งสิ้นเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม เพื่อให้ได้ภาพทิวทัศน์ บรรยากาศที่สวยงามของแต่ละฤดู ซึ่งหนังมันก็ตอบโจทย์ตรงส่วนนี้ได้ดีที่ว่า คนดูจะค่อยๆซึบซับมันไปทีละนิดๆยิ่งถ้านั่งดูแบบสองภาคสี่ฤดูติดกันมันจะเป็นอะไรที่อิน เต็มอิ่มและสวยงามเอามากๆ ไหนจะเรื่องของการทำอาหารที่เป็นจุดหลักของเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของมันได้อย่างสวยงาม น่าทาน มีความพิถีพิถันในการทำ ถือว่ามันเป็นสีสันอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติมอบให้ในความหลากหลายของวัตถุดิบ ไม่ว่าจะทำขึ้นมาเองหรือตามธรรมชาติ มันก็ถูกปรุงแต่งสรรสร้างได้อย่างพิถีพิถันละเมียดละไม ส่วนตัวชอบชุดข้าวปั้นวอลนัท ในฤดูใบไม้ผลิมากๆ มันสวยงามและน่าลิ้มลองสุดๆ ซึ่งก็ยอมรับว่าตัวละครของ ไอ ฮาชิโมโตะเรื่องนี้มีเสน่ห์ได้อย่างธรรมชาติ มีออร่าแม่บ้านพุ่งออกมาได้อย่างเด่นชัด แต่สิ่งที่ชอบของแต่ละตอนอีกอย่างคือการที่ใช้เพลงประกอบที่เป็นชื่อตามฤดูกาลเป็นการปิดท้ายได้อย่างสวยงาม

"วิถีชีวิต ความเป็นอยู่"

ในเรื่อง Little Forest นั้นการทำสวนปลูกข้าว เก็บของป่า ผ่าฟืน การทักทายเยี่ยมเยียนของชาวบ้าน จะเป็นสิ่งที่เราจะได้เห็นโดยตลอด ในแต่ละปีพวกเขาจะทำอย่างนี้ซ้ำๆ เพื่อเป็นการกักตุนของให้ตัวเองไว้ส่วนหนึ่ง และ ค้าขายไว้ส่วนหนึ่ง ตรงนี้ตัวหนังจะมีการแบ่งโทนได้อย่างชัดเจนในการหั่นครึ่งภาคละสองตอน และ จะทำให้เข้าใจว่าทำไมหนังถึงแบ่งแบบนั้น ในฤดูร้อน|ฤดูใบไม้ร่วง โทนส่วนใหญ่จะพาเราไปพบกับการทำสวน บรรยากาศที่ชวนเพ้อฝันของตัวเอก ทำให้โทนของภาคนี้ดูง่าย สบายๆ ไม่ต้องคิดไรมากปล่อยให้ความสวยงามของธรรมชาติและไอ ฮาชิโมโตะ พาเราไปเรื่อยๆจนจบพาร์ทแรก เมื่อเข้าสู่พาร์ทสอง ฤดูหนาว|ใบไม้ผลิ ก็จะเข้าสู่ความนิ่ง ทุกอย่างหยุดลงเสมือนสัตว์จำศีล เลยไม่ได้เน้นถึงการทำอาหารมากมาย เพราะมันจะเน้นถึงของหวานเสียมากกว่าเสมือนกับว่าในชุดอาหารทั้งหมดจากที่ทานของคาวมากมาย ก็เตรียมตัวปิดด้วยของหวานในมื้อนี้ลง ซึ่งจะใช้ส่วนที่เหลือเล่าเรื่องราวของตัวละครแทนกิจกรรมทำสวน หาของป่าแทน ทำให้เหมือนเป็นช่วงที่ทำให้เรามีเวลามานั่งคิดถึงอดีตทบทวนว่าแต่ละครั้งเราพลาดอะไรไปรึเปล่า ทำไมแม่ของตัวเองต้องทิ้งไปโดยไม่บอกไม่กล่าว อะไรคือสิ่งที่เธอจะบอกกับลูกสาว เราจะต้องเตรียมตัวยังไงเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงเพื่อในการเตรียมตัวสู่ฤดูหนาวครั้งถัดไป เพราะพาร์ทที่แล้วมันคือการเก็บเกี่ยว กักตุนให้มากที่สุดเพื่อรับมือกับฤดูหนาวในพาร์ทที่สองนี้ แม้ว่ามันจะเหมือนกับว่าจะใช้ชีวิตแบบวิถีชาวบ้านแต่ก็ใช่ว่าจะทั้งหมด มันไม่ได้บ้านๆขนาดที่ต้องซึมซับไปกับธรรมชาติ เหตุด้วยการที่มีเครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องตามยุคสมัยและการเวลาที่เปลี่ยนไป ในบางครั้งถ้าช่วงไหนของหมู่บ้านมีที่ดินรกร้างพวกเขาก็จะเรียกประชุมกันเพื่อไม่ให้มันเป็นที่ดินว่างเปล่าและไร้คนดูแล ตรงส่วนนี้รู้สึกชอบถึงการใส่ใจและการดูแลกันของคนในหมู่บ้านนี้ดี แม้ว่ามันจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ห่างไกลจากตัวเมืองก็ตาม

"ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังหนีบางสิ่งอยู่"

บ่อยครั้งที่ตัวละครมักจะพร่ำพรรณตัดท้อกับตัวเอง ว่าตัวเองนั้นไม่ได้กลับมาที่โคโมริเพื่อค้นหาตัวเอง แต่เหมือนกำลังจะหนีบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่กลับมาคงเป็นเพราะว่าอาจจะไม่มีที่ไป และไหนจะต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงคนเดียวในบ้านที่แม่ทิ้งไว้ให้และหนีออกไปโดยไม่บอกไม่กล่าว ความชัดเจนของเธอคือการทำงานอยู่ไปวันๆเพื่อไม่ให้ตัวเองว่างที่จะมานั่งนึกถึงมันตลอดฤดูใบไม้ผลิ ถึงฤดูใบไม้ร่วง อย่างเช่นเรื่องเรือนกระจกในพาร์ทแรก ที่เธอเหมือนจะไม่ยอมรับมันเพราะว่ามันจะทำให้เธอต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดไป ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่ชัดเจนชองความรู้สึกของเธอที่มีต่อที่นี่ได้อย่างดี เพราะเธอก็ไม่ได้ถึงกับมีความสุขมากนักเวลาอยู่ที่นี่ เธอมีคำถามมากมายในหัวที่เข้าใจยาก แต่เธอก็ไม่ได้อ้าแขนต้อนรับว่าเธอกลับมาอยู่ที่นี่อย่างเต็มใจตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา ทำทุกอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละปี บางทีก็เกิดคำถามในใจกับตัวเองว่าทุกวันนี้ที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้นเพื่ออะไร ต้องการดำเนินหน้าไปแบบไหน หรือแค่ใช้ชีวิตไปวันๆเพื่อหลีกหนีปัญหาความวุ่นวายของสังคม ใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ไปไหนมาไหนคนเดียว พอเอาเข้าจริงๆก็เหมือนลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเพราะว่า เธอเองก็ไม่ต่างอะไรมากกับแม่ของเธอ ดูจะเป็นคนที่เข้าใจยาก และ ขวางโลกพอสมควร บางครั้งก็จะพูดเหมือนกับว่ารู้ดีไปหมดซะทุกอย่างทั้งที่บางทีตัวเองก้ไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย ทุกวันเธอได้แต่พยายามไม่ตั้งคำถามอะไรทั้งสิ้นให้มันปวดหัว ได้แต่ทำงานไปเรื่อยๆไม่ให้สมองตัวเองว่างเพื่อที่จะมาฟุ้งซ้านมากมาย เพราะทุกครั้งที่เธออยู่นิ่งๆสมองของเธอก็จะคิดอะไรออกไปเรื่อยเปื่อยอยู่อย่างงั้น และ สิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปสำหรับเธอนั่นก็คือคำตอบจากจดหมายจากแม่ผู้ที่ทิ้งเธอไป

"ค้นหาคำตอบจากจดหมาย"

ช่วงท้ายของพาร์ทแรก คนดูจะทราบว่า อิจิโกะนั้นเธอได้รับจดหมายจากแม่ของเธอที่ทิ้งเธอไปโดยไม่มีเหตุผล ไม่มีการร่ำลาใดๆทั้งสิ้น ในเนื้อความของมันจะพูดถึงวงเวียน และ วงเกรียว ตลอดฤดูหนาวที่ทุกกิจกรรมแทบจะหยุดลง เหลือแต่แค่หมกตัวอยู่ในบ้าน ทำอาหาร ตักหิมะเพื่อให้มีทางเดิน มันเป็นช่วงเวลาที่เธอว่างที่สุดของปี และมันก็ทำให้เธอนึกถึงปูมหลังตัวเองมากขึ้น มีเวลามานั่งครุ่นคิดถึงอดีตของตัวเอง และ การจับใจความจกหมายของแม่ตัวเอง ที่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทิ้งเธอไปทำไม ตรงนี้เองที่รู้สึกเริ่มเข้าถึงตัวละครของเธอ และ ต่างตั้งคำถามไปด้วยกันว่า ทำไม อะไร อะไรคือสิ่งที่เธอจะบอกให้เรารับรู้ อะไรคือสิ่งที่เธอจะสื่อสารถึงลุกตัวเอง ทำไมเธอถึงไม่กลับมานอกจากแค่จดหมายฉบับนั้น ตลอดฤดูหนาวคนดูจะสัมผัสได้ถึงความนิ่งเงียบและความหนาวเหน็บ(ของแอร์) ความเยือกเย็น ก่อนที่ฤดูใบไม้ผลิจะเป็นคำตอบของเธอ

"คำตอบของจดหมายและฤดูกาล"

ใบไม้ผลิเป็นเรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่ สิ่งใหม่ ที่ตื่นขึ้นจากการหลับไหลในฤดูหนาว ที่ดำเนินมาประจบเป็ยวงเวียนวัฏจักรที่เป็นทรงกลม ตรงนี้อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นคำตอบจากจดหมายที่ว่า "ทุกวันเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ซ้ำๆเดิมๆ ทุกครั้งที่ฉันเดินฉันจะสะดุดก้อนหินก้อนหนึ่งแต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆก็จะสะดุดก้อนหินก้อนเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มีบางครั้งที่ฉันสะดุดกลับพบว่าตำแหน่งของฉันได้เปลี่ยนไปเสมือนวงกลมของฉันเป็นวงเกลียว ที่แม้อาจจะเดินเส้นทางซ้ำๆแต่ฉันก็พบว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆในทุกๆครั้ง" ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าที่เธอกลับมาอาศัยที่นี่ เปรียบเสมือนกับการที่ตัวเองหนีบางอย่างแล้วเข้าไปในเส้นทางที่เป็นวงกลมอยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ย่ำอยู่กับที่ทำอย่างงั้นอยู่ซ้ำๆไปมา และไม่ได้เดินทางที่เป็นวงเกลียวแบบคนอื่นๆที่ใช้ชีวิตเพื่อหาคำตอบให้รากฐานของตัวเองทั้งอนาคต ความเป็นอยู่ และ เรื่องของครอบครัว นี่อาจจะเป็นคำตอบถึงการเดินทางของการใช้ชวิตเพื่อให้เธอรับรู้ถึงสิ่งที่แม่ตัวเองจะสื่อว่า เธออาจจะอยากให้ลูกตัวเองได้สัมผัสถึงการใช้ชีวิตในอนาคตโดยที่ไม่ต้องมีเธอ อยากให้ค้นหาคำตอบด้วยตัวเองเพื่ออยากให้เธอคิดเองเออเองได้ และ อาจจะอยากให้เธอไม่ต้องดำเนินรอยตามเธอไปซะทุกเรื่องเพื่อให้เป็นตัวของตัวเอง ช่วงสุดท้ายของหนังที่เธอได้ตัดสินใจทำลงไปก็ถือว่าเธอได้ค้นพบคำตอบที่กระจ่างแจ้งแล้วใช้ชีวิตแบบวงกลมที่เป็นวงเกลียว แต่อยู่ที่ว่าการหมุนเกลียวของเธอจะเป็นหมุนเข้าหรือหมุนออกเท่านั้นเอง

ฤดูใบไม้ผลิจึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่และเตรียมตัว
ฤดูร้อนจึงเป็นช่วงที่เพาะบ่มดูแลให้ดีที่สุด เพื่อการเก็บเกี่ยว
ฤดูใบไม้ร่วงจึงเป้นการเก็บเกี่ยวและเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาว
ฤดูหนาวจึงเป็นการที่เราได้ชื่นชมกับผลงานของตัวเอง และ หยุดพักเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

Comment

Comment:

Tweet