ก่อนอื่นคือต้องบอกก่อนว่าผมเองยังไม่เคยชม I Wish (2011) หรือ Like Father, Like Son (2013) ได้เต็มเรื่องมาก่อน ได้แต่ชมแบบผ่านๆตามทีวี ร้านขายแผ่นหนัง และ Nobody Knows (2004) หรือชื่อไทย อาคิระ.. แด่หัวใจที่โลกไม่เคยรู้  เองก็เป็นสิ่งที่เคยชมเมื่อนานมาแล้วตอนสมัยที่ผมยังเด็กๆ ซึ่งที่กล่าวมาก็เป็นผลงานของ ฮิโระคาซุ โคริเอะดะ ก่อนที่ผมจะได้มาชมในผลงานล่าสุดนั่นก็คือ Umimashi Diary หรืออีกชื่อว่า Our Little Sister
 
Our Little Sister นั้นก็สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนอีกที โดยจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้องสามสาวกลุ่มหนึ่งที่โดนพ่อทิ้งไปให้อยู่กันตามลำพังในบ้านไม้หลังใหญ่ที่เก่าแก่ โดยแต่ละคนนั้นจะมีบุคลิคที่แตกต่างกันออกไป โดย ซาจิ(ฮารุกะ ฮายาเสะ)พี่สาวคนโตผู้เป็นเสมือนหัวหน้าครอบครัว มีกฏระเบียบและเป็นคนที่จริงจัง บ่อยครั้งเธอเองก็มักจะทะเลาะกับ โยชิโนะ(มาซามิ นางาซาวะ)น้องสาวคนที่สองที่มักจะเป็นผู้หญิงที่ห่วงสวย รักสวยรักงาม รักความสิวิลัย บ่อยครั้งที่เธอเองก็มักจะอกหักกับคนที่เธอคบเพราะเธอคบแต่คนที่หน้าตาจนเจอเขาหลอกเพื่อขอเงินบ่อยๆ และ จิกะ(คาโฮะ) น้องสาวคนที่สามผู้ที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจ และ เธอเองก็เป็นคนที่เข้าใจพี่น้องมากที่สุดในกลุ่มแม้ภายนอกเธอเองจะเหมือนแต่คนที่ร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่พ่อของพวกเธอได้เสียชีวิตลง พวกเธอจึงต้องเดินทางไปที่งานศพทำให้พวกเธอพบกับซึสึ(ซึสุ ฮิโรเสะ)น้องสาวคนสุดท้องของเธอ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ซาจิ ก็ได้เชิญชวน ซึสึ เข้ามาอยู่ด้วยกันกับพวกเขา และ การเติมเต็ม การเยียวยาแผลใจของทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้น
 
สิ่งหนึ่งที่ชอบเวลาดูหนังญี่ปุ่นแนวดราม่า คือการถ่ายทอดบรรยากาศของมันทั้งความแน่นิ่ง ความสวยงามซึ่งเรื่องนี้นับว่าทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก แอบคิดถึง Little Forest นิดๆตรงที่ บรรยากาศในเรื่องค่อยๆเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แม้จะไม่ได้ลุ่มลึกมากขึ้นขั้นเรื่องนั้น แต่กลับรู้สึกว่ามันวนเวียนครบทุกฤดูในเรื่องเดียว ซึ่งชอบที่สุดก็คือฉากขี่จักรยานผ่านอุโมงค์ซากุระสีชมพู ยิ่งเห็นซึสึอยู่ในฉากด้วยแล้วรู้สึกได้ถึงความสวยงามของภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นก็คงเป็นการถ่ายทอดตามมุมต่างๆของเมืองคามากุระ ที่ทำให้รู้สึกอยากลองไปสัมผัสที่นั่นด้วยตัวของตัวเอง


 
แต่สิ่งที่ต้องขอชื่นชมสุดๆเลยก็คงเป็นสี่นักแสดงหลักของเรื่องนี้ ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติในบุคลิคที่ต่างกัน แต่สามารถทำให้คนดูเชื่อใจได้อย่างสนิทว่าทั้งสี่คนนี้เป็นพี่น้องกันจริงๆ  โดยเฉพาะทุกครั้งที่มีฉากที่ทั้งสี่คนเข้ามาอยู่ในฉาก แล้วเล่นไปตามบทของพวกเขา และเราจะได้เห็นการพัฒนาตัวละครของ ซึสึ ที่ค่อยๆจูนตัวเองเข้ากับพี่คนอื่นๆจนเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งมีอยู่สี่ฉากที่รู้สึกชอบมากถึงความสัมพันธ์ของพวกเธอ นั่นคือ
 
ฉากเก็บลูกบ๊วย ก่อนจะพบฉากนี้ พี่น้องทั้งสามได้สัญญากับซึสึ ว่าจะชวนเธอมาเก็บลูกบ๊วยมาทำเหล้าบ๊วยที่เธอกินแล้วเมาไป ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันเก่าแก่ของที่นี่ที่หนึ่งปีจะมีครั้งเดียว และ การที่เธอเองเป็นแค่น้องสาวคนสุดท้องผู้มีแม่ที่ทำให้ครอบครัวของพี่สาวต้องแตกแยก ได้รับเชิญให้มาทำด้วยกันนั้นก็นับว่าพวกเธอให้การยอมรับน้องสาวคนนี้โดยไม่สนว่าอดีตนั้นจะเป็นเช่นไร ซึ่งซึสึเองก็รู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีส่วนร่วมในการดองเหล้าบ๊วยของตัวเองร่วมกับพวกเขา
 
ฉากเล่นดอกไม้ไฟ ที่ญี่ปุ่นจะมีเทศกาลชมดอกไม้ไฟให้ชมกัน ซึ่งในคืนนั้นเองพี่ๆทั้งสามก็ได้ชวนน้องสาวของเธอมาเล่นไฟเย็นกันในสวนหย่อมภายในบ้าน ฉากนี้ผมมองว่าเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่สวยงามได้อย่างดี จากการที่พวกเขาเอาไฟเย็นมาจุดให้กันและกัน และ บ่งบอกถึงความชัดเจน ระหว่าง ซาจิ กับ ซึสึ ได้อย่างดีตอนที่ซาจิกับซิสึนั่งฝั่งเดียวกัน ในขณะที่ โยชิโนะ กับ จิกะ นั่งฝั่งเดียวกัน ในมุมมองนี้ชอบตรงที่ทั้งสองต่างมีสิ่งที่เหมือนกันออกไป ตรงที่พี่สาวคนโตและน้องคนสุดท้องอย่าง ซาจิ และ ซึสึ ต่างเป็นคนที่มีบุคลิคใกล้เคียงกัน แม้จะเกิดกันคนละท้องแม่ มีความสุขุม ต่างเก่งกันคนละแบบ
 

 
ฉากวัดส่วนสูง ในบ้านหลังนี้จะมีเสาต้นหนึ่งที่มีรอยขีดเขียนส่วนสูงของแต่ละคน ของช่วงวัยต่างๆ ซึ่งผมชอบมาก พอๆกับความรู้สึกของชึสึตรงที่เราได้รับการยอมรับ และ เป็นส่วนหนึ่งของใครก็ตามที่เราชอบมาก จะเป็นสิ่งที่ดีใจที่สุดในชีวิต มันชัดเจนที่สุดๆพอๆกับฉากทำเหล้าบ๊วย คือนอกจากเธอจะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้แล้ว เธอยังได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ที่ที่พวกเขารักและ อาศัยอยู่
 
และ ฉากสุดท้าย คือฉากการปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ นั่นคือ การไประบายด้วยการตะโกนบนยอดเขา อย่างแรก ที่ซาจิรู้สึกว่า ซึสึมีอะไรที่เหมือนในตัวเธอนอกจากจะเป็นพี่น้องจากพ่อคนเดียวกัน ก็คงเป็นฉากช่วงงานศพ ที่พี่สาวทั้งสามกำลังจะกลับจากงาน ก่อนที่เธอจะให้ซาจิแนะนำสถานที่หนึ่งให้พวกเธอว่าชอบที่ไหนเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คือบนยอดเขาของเมืองนั้นที่เห็นวิวเมืองไม่ต่างจากเมือง คามาคุระ นั่นเอง สิ่งที่เหมือนกันของทั้งคู่คือชอบขึ้นมาที่นี่ ตอนพ่ออยุ่กับซาจิพ่อก็พาเธอขึ้นมาบนยอดเขาที่เมืองคามาคุระแม้เขาจะไปมีอีกครอบครัวเธอก็มักจะหาเวลาขึ้นมาบนนี้ ไม่ต่างอะไรกับซึสึที่พ่อของเธอก็มักจะพาขึ้นมาชมวิวเมืองบนนี้เช่นกัน นี่คงเป็นสาเหตุที่ซาจิ รู้สึกได้ในบางอย่างจาก ซึสึ และ ทั้งคู่ต่างก็พากันระบายปลดปล่อยอารมณ์บนนั้น ซึ่งนั่นเองก็ถือว่าบาดแผลของทั้งคู่ได้รับการเยียวยาระหว่างกันจนปิดสนิท เพราะต่างคนต่างรับรู้ถึงปัญหาซึ่งกันและกัน และได้ระบายมันออกมาด้วยกัน
 
 
ซึ่งพอดูจบก็รู้สึกอบอุ่น ตื้นตันใจอยู่ในอกพอสมควร แม้ว่าหนังมันจะไม่ได้เน้นที่จะพยายามบิ๊วอารมณ์อย่างหนักหน่วงให้ร้องไห้ แต่มันสามารถใช้บรรยากาศพาเราไปได้อย่างเรื่อยๆได้อย่างไม่มีวันเบื่อ ให้เรารู้สึกยิ้มโดยอัติโนมัติ หรือ สะเทือนใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว และ รู้สึกเศร้าเมื่อหนังได้จบลง เพราะบางทีก็รู้สึกไปเองว่าอยากชมเรื่องราวชีวิตของพวกเธอให้นานกว่านี้
 
ใครที่ชอบหนังญี่ปุ่น แนวดราม่าๆ มีบรรยากาศที่ผ่อนครายจนทำให้ไม่รู้สึกเบื่อเลย ถือว่าแนะนำเป็นอย่างยิ่ง หรือผู้ที่ติดตามผลงานของ ฮิโระคาซุ โคริเอะดะ ก็คงไม่พลาดที่จะได้ชมเรื่องนี้
 

Comment

Comment:

Tweet