The Hunger Games:Mockingjay Part 2


หลังจากที่พาร์ทแรกไปเน้นเรื่องการใช้สื่อโจมตีกันมากกว่าแอ็คชั่น เลยรู้สึกไม่คิดอะไรมาก ตรงนี้เลยปล่อยผ่านและดูเห็นด้วยในสิ่งที่จะนำเสนอถึงเกมการเมืองทั้งสองฝ่ายที่เป็นมากกว่าสนามประลองที่แคปิตอลจัดขึ้น แต่มันสะท้อนถึงเรื่องบ้านเมืองใกล้ตัวพอสมควร เลยคิดว่าคงไปปล่อยของใน พาร์ท2 ซึ่งในพาร์ทจบนี้ก็ดำเนินเนื้อหาต่อจากพาร์ทแรกทันที ด้วยการที่มันอาจจะไม่ค่อยน่าจดจำอยู่บ้างสำหรับคนทั่วไป อาจจะเริ่มด้วยอาการมึนเล็กน้อยถ้าลืมเนื้อหาพาร์ทแรกไปแล้ว แต่ยังดีที่ตนเองจำได้บ้างคร่าวๆแต่ไม่ถึงละเอียดมาก

การปลุกปั้นในพาร์ทแรกส่งผลไปสู่สงครามการปฏิวัติในครั้งนี้ แน่นอนเราจะได้พบกับสงครามที่จะส่งผลให้พาเนมเปลี่ยนไปตลอดกาลผู้ชนะคือฝ่ายปราชัย ผู้แพ้ต้องยอมจำนนสิ้นท่า เมื่อมีสงครามก็ต้องมีการสูญเสีย ขึ้นชื่อว่าภาคจบสิ่งที่เรามักจะเห็นกันทุกครั้งคือตัวละครที่เราผูกพันธ์พากันสิ้นชีพไปทีละคนๆ ถ้าคนที่อ่านมาจะทราบกันดี ตรงนี้เองอาจจะเป็นข้อเสียที่เราได้อ่านมาก่อนเลยทราบว่าชะตากรรมตัวละครไหนต้องอยู่ต้องไป แอบคิดอยู่ว่าถ้าเราเป็นแคตนิส เราคงเสียสติจนไม่เหลือตัวตนดั้งเดิม ตรงนี้ต้องชื่นชมที่ เจนนิเฟอร์ ลอว์เร็นซ์ ที่สามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีที่สุดในเรื่องจนเรารู้สึกอินตามในด้านอารมณ์ ซึ่งตัวละครอาจจะดูสับสนทางอารมณ์เพราะแคตนิสเป็นคนที่หัวแข็ง มีไหวพริบ แต่กว่าจะรู้ตัวต้องใช้เวลานานพอสมควรในการตัดสินในแต่ละครั้งว่าจะทำอะไร เลือกอะไร 

ส่วนความสัมพันธ์ของตัวละครแอบเสียดายความสัมพันธ์ของพี่น้องที่โมรโมทมาก่อนหน้านี้ ซึ่งมันสำคัญมากกว่าด้านความรักของแคตนิสเสียอีก เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่ยอมเสียสละให้ผู้อื่นได้เพราะว่าเป็นคนในสายเลือดเดียวกันอยู่ดูแลด้วยกันมา ในขณะความสัมพันธ์ที่ลองลงมาอย่าง รักสามเศร้า แคตนิส-พีค้า-เกล ที่พอจะเดาได้ว่าแคตนิสนั้นเลือกใคร เพราะด้วยเหตุผลในเรื่องถ้าใครที่อ่านหรือดูมาแล้วจะทราบกันดี 

ในเรื่องของพอดส์กับดักที่แคปิตอลวางไว้ ถือว่าทำออกมาได้น่ากลัวอันตราย และลุ้นระทึกตามมากๆ โดยเฉพาะลาวาน้ำมัน กับ มนุษย์กลายพันธุ์ในทางใต้ดินมันเป็นอะไรที่ลุ้น ระทึก ด้วยการที่เป็นคนรู้สึกไม่ชอบในที่แคบๆอยู่แล้ว ต้องมาเจอสถานการณ์ที่คับขันจนแทบเอาตัวไม่รอด ที่ต้องใช้ความเร็ว ทักษะการต่อสู้ ไหวพริบ เสียสละตัดใจอย่างเด็ดขาดเพื่อชีวิตตัวเอง ตรงนี้จึงเป็นส่วนที่ชอบที่สุดในพอดส์ทั้งหมด ที่แทบจะสติแตกตามและร่วมลุ้นไปกับตัวละคร

 



แม้จะเข้าสู่สงคราม พวกเขาก็ยังอยู่ในเกมล่าชีวิตอยู่ดี แต่มันเต็มไปด้วยเกมเอาตัวรอด เกมการเมืองแก่งแย่งอำนาจ เราจะได้เห็นกลยุทธ์เรื่องการใช้สื่อโจมตีกันเช่นเคย แต่ครั้งนี้เราจะได้เห็นฝั่งแคปิตอลใช้บ้าง มันเต็มไปด้วยความตลกเจ็บแสบ ความโหดร้ายอย่างเลือดเย็น โดยเฉพาะฉากหลังจากพอดส์น้ำมันลาวา ที่ขำกับผู้นำทั้งสองฝั่งพยายามนำเสนอมาก อีกฝ่ายใช้การข่มขวัญ อีกฝ่ายใช้โอกาสสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เพื่อยังคงอำนาจในมือในการควบคุมผู้คน ให้อยู่ฝ่ายตัวเองมากที่สุด หรือการใช้โอกาสฉกฉวยในการใส่ร้ายป้ายสีใส่กันจนอีกฝ่ายถึงกับคาดไม่ถึง ตรงนี้มันมีกันให้เห็นทุกครั้งและใกล้ตัวเช่นเคย มันจะน่ากลัวมากผู้ที่มีอำนาจในมือเป็นคนที่โหดเหี้ยม ทุกคนที่แสวงหาผลประโยชน์ และ อำนาจในทางที่สกปรกมักจะเล่นไม่ซื่อเสมอ แม้จะต้องหลอกใช้ หรือ ผู้คนล้มตายเพียงใดเพื่อให้ตนอยู่จดสูงสุด บางคน สร้างภาพลักษณ์ที่ให้ตนเองก่อนที่พอได้อำนาจจากผู้คนก็เริ่มออกลาย เผยธาตุแท้อันดำมืดที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากออกมาแล้วเดินย่ำอยู่กับสิ่งที่ผู้มีอำนาจคนก่อนก็เคยทำอยู่เหมือนเดิมแล้วก็แว้งกัดหรือไม่แยแสผู้คนที่เลือก และหวังพึ่งพาเขาอย่างไม่ใยดี นั่นคือการที่เราจะได้เห็นจากผู้มีอำนาจสูงสุดทั้งสองฝ่ายได้กระทำ


แต่แอบติไม่ได้ก็คือการสื่ออารมณ์ร่วมในฉากต่างๆที่ไม่สามารถบิ๊วให้นานกว่านี้ได้เท่าหนังสือซึ่งเป็นปัญหาส่วนใหญ่จากหนังที่สร้างจากหนังสือน่ะแหล่ะ บางฉากที่ควรขยี้กลับปล่อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางฉากที่ไม่ค่อยจำเป็นกับพยายามเน้นมันซะเหลือเกิน ซึ่งตรงนี้ผู้กำกับเป็นมาตั้งแต่ Catching Fire นะ โดยเฉพาะพาร์ทก่อนเข้าสนามประลอง ที่ตัดบางส่วนออกไปอย่างน่าเสียดายเช่น ฉากทัวร์ผู้พิชิตที่เป็นครั้งแรกที่จะให้ผู้ชมเห็นเขตอื่นๆตามที่จินตนาการไว้ซะดิบซะดีในหนังสือ เป็นต้น แต่ภาคนั้นทำได้ดีในฉากสนามประลอง และภาพรวมไม่ได้ออกมาแย่อะไรมากมาย แค่บางครั้งเหมือนอารมณ์มันไม่สุดบ้างแต่ส่วนน้อย ซึ่งไม่เท่ากับพาร์ทจบนี้ที่ภาพรวมไม่ได้แย่อะไร แต่มันยังสื่ออารมณ์ร่วมไม่ดีพอ แม้จะตัดใจเรื่องประธานาธิบดีคอยน์จากเขต 13 ที่ในหนังนางดูใจดี๊ใจดีมากกว่าในหนังสือจนไม่ค่อยรู้สึกว่านางกับแคตนิสไม่ค่อยถูกใจกัน เพราะสองคนนี้แทบอยากจะกัดกันทุกเมื่อ คอยน์เลือดเย็นคำพูดเด็ดขาด ไม่คือไม่จนแคตนิสไม่ค่อยอยากจะเจอหน้าเท่าไหร่ แต่ที่ชื่นชมในแฟนไซน์นี้คือยังคงดำเนินรอยตามหนังสือได้ดีเยี่ยม ซึ่งถ้าเรียงตามภาคที่ชอบก็คง The Hunger Games, Catching Fire และ Mockingjay ตามลำดับ นับ Mockingjay เป็นอันเดียวกันเพราะมันแค่แยกเป็นสองพาร์ทเท่านั้นเอง

ภาพรวมของ Mockingjay Part2 มันไม่ได้แย่มากนัก ปิดฉากได้สวยงามยิ่งใหญ่ ติดที่ผู้กำกับยังไม่สามารถสื่ออารมณ์ร่วมได้ดีพอ เลยขอหักตรงส่วนนี้เท่านั้นแหล่ะ เพราะเรื่องการใช้สื่อก็ถือว่าพาร์ทแรกเล่นได้อิ่มแระ แค่พาร์ทนี้ได้เห็นอีกฝ่ายเล่นเยอะกว่าหน่อย


ย้อนไปที่ว่าทำไมถึงชอบเนื้อหาภาคแรกมากกว่า ในตรงนี้ชอบที่มันใช้โทนของเขต12 ได้แร้งแค้นอดอยากหิวโหยได้ตามที่หนังสือมันนำเสนอ สภาพแวดล้อมที่ซ่อมซ่อ ไม่น่าอยู่ ดนตรีประกอบเบาๆที่คันทรี่นิดๆ ไม่ได้มีลูกเล่นดูดีขึ้นทันตาแบบ Catching Fire ที่ไม่นับหมู่บ้านผู้พิชิต ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือตามงบที่สูงขึ้น และในภาคแรกแอ็คชั่นก็ไม่ได้มากมาย ไม่ได้อลังการงานสร้าง ไปอย่างเรียบๆอารมณ์ดิบเหมือนเราเป็นชาวแคปติลที่นั่งดูเหล่าเครื่องบรรณาการเอาตัวรอดในสนามประลอง ได้เห็นวิธีการเอาตัวรอดไปวันๆ หนีหัวซุกหัวซุน หาอาหาร ล่าเหยื่อ วางกับดัก ไปถึงการสานสัมพันธ์ตัวละครที่ทำออกมาได้ดีจนทำให้รู้สึกอินไปอินกับฉากงานศพของริวจากเขต 11 มากถึงกับได้ยินสกอร์ Theme ริว ในภาคอื่นๆจะไม่นึกถึงฉากที่เป็นอยู่ตรงหน้าแต่จะย้อนมานึกถึงฉากงานศพริวและรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่ได้ยินตลอด แค่ในภาคแรกติเรื่องฉากเบอรี่ฉากเดียวที่น่าจะเค้นได้มากกว่านี

 

 

 

"ข้อดีของการได้อ่านมาก่อนช่วยให้เราทราบละเอียดที่หนังไม่สามารถเล่าได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ทราบชะตาชีวิตตัวละครว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา"

 

edit @ 20 Nov 2015 02:33:15 by Mint Movie

Comment

Comment:

Tweet